พระเครื่องมหาราช
   หน้าแรก   ร้านพระเครื่องมหาราช ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

ยินดีต้อนรับ สู่.....ศูนย์รวม พระใหม่ "พระเครื่องมหาราช" ครบเครื่องเรื่องวัตถุมงคล
102-103 (หน้าแฟลต 23 ) การเคหะคลองจั่น ถ.นวมินทร์ ซอย 6 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ ก.ท.ม. 10240 (เปิดทำการเวลา 10.30-20.00 น.)
โทร. 089 784 5829 Fax. 02 728 6188 :: หยุดทุกวันจันทร์ ::

Email ;
maharat@maharatamulet.com
>>> ยินดีเป็นตัวแทนรับจองพระใหม่จากทุกวัด ทุกสำนัก ทั่วราชอาณาจักร <<<
พระใหม่เปิดจอง พระใหม่บูชาได้เลย ค้นหาข้อมูลในมหาราช ติดต่อชำระเงิน แผนที่พระเครื่องมหาราช ตรวจสอบสถานะ EMS
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป  (อ่าน 10373 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
naruecha
Global Moderator
Hero Member
*

Karma:ความมีน้ำใจ +42/-6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2144



« เมื่อ: มกราคม 26, 2011, 12:12:29 AM »





ประวัติและปฏิปทา 
หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป 


วัดป่าปทีปปุญญาราม 
ต.เซือม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร 



๏ อัตโนประวัติ 

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป มีนามเดิมว่า ผ่าน หัตถสาร เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๒ ปีจอ ณ ณ บ้านเซือม ตำบลโพนแพง อำเภอวานานิวาส (ปัจจุบันเป็น บ้านเซือม ตำบลเซือม อำเภออากาศอำนวย) จังหวัดสกลนคร ตอนที่โยมมารดาได้ตั้งท้องหลวงปู่นั้น โยมมารดาได้ฝันว่าได้มีคนเอามีดด้ามงามมาให้ แล้วโยมมารดาก็ได้เอาไปซ่อนเพราะกลัวว่าจะมีคนมาเห็น ครั้นเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ปรากฏว่าท่านเป็นเด็กที่เลี้ยงยากมากและร้องไห้เก่ง โยมมารดาจึงได้พาหลวงปู่ไปให้พระท่านผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือให้ จึงได้เลี้ยงง่ายขึ้น ด้วยความที่หลวงปู่เป็นบุตรคนหัวปี ญาติพี่น้องเห็นก็พากันรักใคร่ ผลัดกันเอาไปเลี้ยง ผลัดกันเอาไปอุ้ม หลวงปู่ท่านจึงมีแม่หลายคน เพราะมีคนเอาไปเลี้ยงหลายคน 

โยมบิดาชื่อ ด่าง หัตถสาร โยมมารดาขื่อ จันทร์เพ็ง หัตถสาร ต่อมาภายหลังโยมมารดาของท่านได้บวชเป็นแม่ชีจนกระทั่งได้ถึงแก่กรรม ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๑๓ คน มีชื่อเรียงลำดับดังนี้ 

(๑) หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป 
(๒) นายบาน หัตถสาร 
(๓) นายบัว หัตถสาร 
(๔) นายบาง หัตถสาร 
(๕) นายคำใบ หัตถสาร 
(๖) นายบุญไทย หัตถสาร 
(๗) นางไสว หัตถสาร 
(๘) นายสีใคร หัตถสาร 
(๙) นางไสแก้ว หัตถสาร 
(๑๐) นางสม หัตถสาร 
(๑๑) นายคำกรม หัตถสาร 
(๑๒) นายอุดม หัตถสาร 
(๑๓) นายนิยม หัตถสาร 

เมื่อหลวงปู่โตขึ้นก็ได้ช่วยโยมบิดา-มารดาทำไร่ทำนาทำมาหากินตามปกติ หลวงปู่นั้นมีนิสัยเป็นคนเฉยๆ ไม่เป่าปี่ สีซอ เป่าแคนอย่างคนอื่น ไม่เคยเต้นรำวง ไม่กินเหล้าเมาสุรา หลวงปู่ท่านได้เข้าโรงเรียนเมื่ออายุ ๑๐ ขวบ แต่เรียนยังไม่ทันจบ พอดีโยมพ่อเฒ่าสุขตาย ตามประเพณีทางอีสานลูกหลานนิยมบวชให้เพื่อจูงศพเข้าป่าช้า หลวงปู่จึงได้บวชเป็นสามเณรให้โยมพ่อเฒ่าสุข บวชอยู่ประมาณ ๑ เดือนจึงได้ลาสิกขา 


๏ การบรรพชาและอุปสมบท 

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ อายุ ๑๕ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดทุ่ง ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร โดยมี พระครูวิรุฬห์นวกิจ (ผาง ฐิตสัทโธ) เป็นพระอุปัชฌาย์ 

จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๒ ญาติพี่น้องได้เดินทางมาจากบ้านหนองศาลา อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร หลวงปู่จึงได้ติดตามญาติพี่น้องไปอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านเชียงเครือ ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านหนองศาลา ครั้นต่อมาหลวงปู่ได้เล่าเรียนศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมีพระภิกษุอน ซึ่งเป็นญาติของท่านเป็นผู้สอน จากนั้นจึงได้ไปสอบที่วัดธาตุศาสดาราม (ปัจจุบันคือวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร) ปรากฎว่าสอบผ่านนักธรรมชั้นตรี แล้วกลับไปอยู่ที่วัดโพธิ์ชัยตามเดิม หลวงปู่ได้อยู่ที่วัดโพธิ์ชัยอยู่หลายเดือน และก็ได้เดินทางมาอยู่ที่วัดศรีบุญชู บ้านเซือม 

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เพื่อนที่บวชด้วยกันชวนท่านสึก ท่านได้ปฏิเสธ แต่เพื่อนบอกให้สึกด้วยกัน ท่านจึงจำใจสึกออกมาช่วยงานโยมบิดา-มารดา อยู่ถึง ๒ ปี 

ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ อายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย ณ พัทธสีมาวัดทุ่ง จังหวัดสกลนคร โดยมี พระครูวิรุฬห์นวกิจ (ผาง ฐิตสัทโธ) เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระมาก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 


๏ ญัตติเป็นธรรมยุต 

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป ท่านได้ญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ พัทธสีมาวัดจอมศรี ตำบลพันดอน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระครูพิทักษ์คณานุการเป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระสมุห์ภา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ปัญญาปทีโป” 

หลังจากที่ได้ญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกายแล้ว ท่านก็ได้ไปพำนักอยู่เพื่อศึกษาธรรม รวมทั้งข้อวัตรปฏิบัติกับพระเถราจารย์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อาทิเช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร,พระครูบริบาลสังฆกิจ (หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม) วัดอุดมรัตนาราม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เป็นต้น



หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

๏ ถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ผ่านท่านได้ไปพำนักจำพรรษากับ พระครูบริบาลสังฆกิจ (หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม) ณ วัดอุดมรัตนาราม ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่อุ่นได้พาหลวงปู่ผ่าน ไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ประมาณ ๒-๓ ครั้ง วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) แห่งนี้ เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ต้องฝ่าดงเทือกเขาภูพานเข้าไปจึงจะถึง 

ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านได้กราบลาหลวงปู่อุ่น เพื่อไปอยู่ศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) โดยเดินทางไปกับสามเณรน้อยองค์หนึ่ง พอไปถึงกราบนมัสการหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านพูดว่า“ท่านผ่านมากับเณรน้อยแท้ มันไข้ได๋” (พาสามเณรอายุน้อยมาด้วย สามเณรจะเป็นไข้ป่าได้ง่าย) 

หลวงปู่ผ่านตอบว่า “ครับผม ไม่มีคนมา กระผมจึงมากับเณรน้อย” 

ในครั้งนั้นมีพระเณรพำนักจำพรรษากับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๑๐-๒๐ องค์ อาทิเช่น 

- พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี) 
- พระอาจารย์อ่อนสา สุขกาโร (มรณภาพแล้ว วัดประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง จ.อุดรธานี) 
- พระอาจารย์วัน อุตฺตโม (มรณภาพแล้ว วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (ถ้ำพวง) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร) 
- พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร (มรณภาพแล้ว วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย) 
- พระอาจารย์คำพอง ติสฺโส (มรณภาพแล้ว วัดถ้ำกกดู่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี) 
- พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต (มรณภาพแล้ว วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร) 
- สามเณรบุญเพ็ง จันใด (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู) เป็นต้น 





หลวงปู่ฝั้น อาจาโร





 หลวงปู่ตือ







   


บันทึกการเข้า
amuletsiam
Administrator
Hero Member
*

Karma:ความมีน้ำใจ +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 940



« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 26, 2011, 12:19:11 AM »





Image
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

Image
พระอาจารย์อ่อนสา สุขกาโร

Image
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม

Image
พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร

Image
พระอาจารย์คำพอง ติสฺโส

Image
พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต

Image
หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต


๏ เสาหลักในร่มธรรมแห่งบวรพระพุทธศาสนา

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป พระมหาเถระพระป่านักปฏิบัติกรรมฐานอีกรูปหนึ่ง ที่มีศีลาจารวัตรที่งดงามน่าเลื่อมใสศรัทธา เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อีกองค์หนึ่ง เป็นพระสุปฏิปันโนเนื้อนาบุญของชาวโลก เป็นเสาหลักในร่มธรรมแห่งบวรพระพุทธศาสนา แม้สังขารจะเข้าล่วงปีที่ ๘๕ ปี ครบรอบปีที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง ท่านยังได้ออกมาต้อนรับคณะศรัทธาญาติโยมที่เดินทางมาจากแดนใกล้ไกลเป็นจำนวนมาก เพื่อมาคารวะนมัสการทุกวันไม่เว้นมิได้ขาด

ทุกครั้งที่คณะศรัทธาญาติโยมขอพรขอศีล ท่านจะบอกว่า มีหลักอยู่ ๓ อย่าง คือ “ขออย่าได้เจ็บ อย่าได้ป่วยไข้ และสุดท้ายอย่าลืมหายใจ” ครั้นเมื่อได้สดับตรับฟังหลักธรรมจากท่านแล้ว จะทำให้จิตใจสงบและร่มเย็นเป็นสุข

๏ การมรณภาพ

ท่านมรณภาพ เมื่อวันจันทร์ ที่ 24 มกราคม 2554 เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ ( คืนวันอาทิตย์) สิริอายุ 89 ปี 69 พรรษา




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2011, 01:34:13 AM โดย naruecha » บันทึกการเข้า
amuletsiam
Administrator
Hero Member
*

Karma:ความมีน้ำใจ +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 940



« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 26, 2011, 12:22:41 AM »

ประสบการณ์ทิพยอำนาจจิตของ “หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป”

จากคำบอกเล่าของศิษย์ท่านหนึ่ง



(ซ้ายมือ) หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป

เรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้สมาชิกทุกท่านได้ทราบถึงประสบการณ์ที่ได้ผ่านมาเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตนั้นมีมากมายนัก ทว่าขอยกขึ้นให้ฟังกันเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป สักหนึ่งเรื่อง

เมื่อประมาณ ๕ ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รู้จักกับน้องคนหนึ่งซึ่งได้บวชรุ่นเดียวกับน้องชายของข้าพเจ้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร น้องคนนี้เป็นคนที่คร่ำเคร่งในเรื่องอภิญญา ประสบการณ์ทางจิต พลังจิต ฯลฯ เป็นผู้ที่เดินทางแสวงหาความเป็นเลิศทางจิต ส่วนตัวผมนั้นไม่ค่อยจะเข้าทางนี้สักเท่าไหร่

วันหนึ่ง น้องเขาได้โทรมาหา แล้วบอกว่า พี่ยุทธ หลวงปู่ผ่านจะเดินทางลงมากรุงเทพฯ ท่านรับกิจนิมนต์โยมที่กรุงเทพฯ

ได้ยินดังนั้นข้าพเจ้ายังเฉยๆ แต่น้ำเสียงของน้องเขาดีใจมาก ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมน้ำเสียงถึงดีใจขนาดนั้น

แล้วน้องเขาได้ชวนผมว่า ไปกราบหลวงปู่กันไหม ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบองค์หนึ่งเลยนะ

เอ๊ะ...ใช้สรรพนามแทนว่า “องค์” เลยรึ ในใจคิดว่า น้องเขาก็ทราบดีอยู่ว่าสรรพนามนี้ใช้แทนองค์อรหันต์....งงงวยอยู่ในใจ แต่ก็ไม่คิดอะไรให้เลยเถิด

ก่อนวันที่หลวงปู่จะเดินทางมา น้องได้โทรมากำชับอีกครั้ง ว่าพรุ่งนี้ให้ไปเจอ ผมก็เออ...ออ...ห่อหมกไป เพราะภาระกิจช่วงนั้นค่อนข้างมากนัก

พอถึงวัน ใกล้เวลาที่นัดหมาย ผมได้เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย ไปบ้านหลังหนึ่งแถวลาดพร้าว เมื่อไปถึง...แม่บ้านบอกว่า หลวงปู่ยังไม่กลับมาจากกิจนิมนต์เลย

รอสักแค่เพียงไม่กี่อึดใจ รถก็เลี้ยวเข้ามาในบ้าน น้องเขารีบกุลีกุจอลงเรือนไปรับหลวงปู่ถึงที่รถ ส่วนผมก็เป็นเหมือนไอ้ปื๊ดเดินตาม เพราะไม่รู้จักใคร...ฮึ...หลวงปู่ยังไม่รู้จักเลย...เชยชมัด

เมื่อหลวงปู่ผ่านลงจากรถ ท่านจัดแจงห่มจีวรใหม่ให้งามเรียบร้อย น้องเขายกมือขึ้นพนม นมัสการหลวงปู่ มือผมก็อัตโนมัติ ยกขึ้นนมัสการหลวงปู่

จากนั้นหลวงปู่กับบรรดาศิษย์ประมาณ ๔-๕ คน ก็เดินขึ้นเรือน ไปที่ห้องหนึ่งที่โยมหลวงปู่ได้จัดแจงเตรียมการต้อนรับ ในห้องนั้นมีคนนั่งสมาธิรอหลวงปู่อยู่ประมาณ ๒-๓ คน

ในห้องเปิดแอร์เย็นสบาย หลวงปู่เดินไปที่อาสนะ ขยับจีวร นั่งลงยังอาสนะนั้น

ส่วนลูกศิษย์ทั้งหลายก็เดินตามไปใกล้หลวงปู่ นั่งลง ก้มลงกราบหลวงปู่กันถ้วนหน้า

ส่วนผมนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างหน้า...ประมาณว่าไม่ค่อยชอบคนเยอะ จึงนั่งรั้งท้ายสุดปลายห้อง ครั้นก้มลงกราบพระพุทธ ๓ ครั้งแล้ว ก็หันมากราบหลวงปู่อีก ๓ ครั้ง...แฮะ โดยอัตโนมัติอีกละ

เมื่อหลวงปู่และศิษย์นั่งเข้าที่เหมาะทาง บรรดาศิษย์ก็เริ่มการสนทนากับหลวงปู่ หลวงปู่ก็สนทนาอย่างโอภาปราศัย น้ำเสียงหลวงปู่นั้นช่างเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิตเสียนี่กระไร ในใจคิด...

ส่วนลูกศิษย์ที่นั่งสมาธิอยู่ได้ลุกขึ้นกราบหลวงปู่ แล้วก็เข้าสมาธิกันต่อ โดยไม่พูดอะไร

เรื่องราวการสนทนากันนั้นผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบาง เพราะตามัวแต่มองไปรอบๆ เพ่งจิตไปที่คนนั่งสมาธิบาง ดูหลวงปู่หลับตาเป็นระยะๆ

สักพัก...เริ่มเย็นค่ำ แอร์ที่เปิดก็เริ่มเย็นขึ้น ในใจคิดว่า...ทำไมแอร์มันโคตะระหนาวขนาดนี้ว๊ะ...

อะนะ...ฮืม...ฮืม หลวงปู่ ซึ่งนั่งสนทนากับบรรดาศิษย์อยู่ หันมาบอกว่า “ถ้าแอร์หนาวเกินก็ไปหรี่ซิ” ไอ้หยา...โดนเข้าแล้วซิ หลวงปู่อ่านจิตเข้าให้แล้ว คงเพราะมั่วแต่นั่งเหม่อมองซุกซนไปทั่ว ไม่ทันระวังจิตให้ดี...โดนซะ...

พอสิ้นเสียงหลวงปู่ ผมก็เดินเข่าไปยังสวิตปิด-เปิดแอร์ เอื้อมมือขึ้นไปที่ตัวหรี่หมุนองศาความเย็นให้ลดลง จาก ๑๙ ไป ๒๐ ไป ๒๑ ไป ๒๒ พอถึง ๒๓ ในใจก็คิดว่า “แค่นี้คงพอแล้วมั้ง”

เท่านั้นละหลวงปู่ส่งเสียงมาว่า “นั้นแหละ...แค่นั้นพอดีแล้ว”

(เหงื่อตกละงานนี้) เดินเข่ากลับมาที่เดิม ไม่พูดไม่จาอะไร

สักพัก รวมสติจิตกลับมาสู่ฐานดังเดิม ก็ยังไม่วายจะซุกซนต่อ

ในใจคิดว่า เห็นโดยทั่วไปบรรดาญาติโยมเขาชอบขอของดีจากพระกัน ไหงเราไม่เคยได้ขอของดีจากใครเลย...วันนี้น่าจะขอบ้างเนอะ

นั้นเลยคิดในใจว่า “หลวงปู่..ผมอยากได้ชานหมากหลวงปู่ไปบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล” คิดได้สักพัก หลวงปู่ก็จัดแจงหมาก เคี้ยวๆๆๆๆๆๆ

ปกติแล้ว...เมื่อคนทั่วไปหรือพระรูปใดเคี้ยวหมากแหลก จะบ่วนทิ้งที่กระโถน ทว่า ตอนนั้น...เมื่อหลวงปู่เคี้ยวหมากจนแหลก ได้บ่วนเฉพาะน้ำหมาก ส่วนเนื้อหมากนั้น ผมเห็หลวงปู่ปั้นเป็นคำๆ อยู่ในปาก แต่ยังไม่คาย แล้วหลวงปู่ก็เข้าสมาธิ ไปถึงไหน ตามไม่เจอครับท่านผู้ชม

เมื่อหลวงปู่ออกจากสมาธิแล้ว...หลวงปู่ก็พูดว่า ทุกวันเมื่อหลวงปู่เข้าสมาธิ หลวงปู่จะไปที่วิหารเล็กวิหารหนึ่ง เข้าไปนั่ง กำหนดเพลิงเข้าเผากิเลสทุกวัน ด้านหน้าวิหารเล็กนั้น มีวิหารใหญ่อยู่วิหารหนึ่ง ภายในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ กำลังแสดงพระธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ อยู่ แต่หลวงปู่ยังไม่เดินเข้าไป ทุกวันที่หลวงปู่ไปที่นั้น มีคนมากมายเดินเข้าไปในวิหารใหญ่นั้น เมื่อได้สดับฟังพระธรรมแล้ว ก็ไม่ออกมาอีกเลย

พอหลวงปู่เล่าจบ หลวงปู่ก็คายชานหมากที่ปั้นเป็นก่อนกลมเล็กๆ ออกมาวางไว้ที่ฝากระป๋อง ที่หลวงปู่เก็บของ ผมนึกในใจ...ตอนนี้คนเยอะ ถามเรื่องร้อยแปด เดี๋ยวให้สงบๆ ก่อนจะเอ่ยปากขอ...

สักพักเมื่อคนเริ่มสงบ ผมก็เอ่ยปากขอชานหมากหลวงปู่ หลวงปู่ก็ตอบว่า “เข้ามา” ผมก็คลานเข่า เข้าไป แบสองมือรับ พนมมือ คลานเข่าออก กลับมานั่งที่เดิม

เมื่อกลับมานั่งประจำที่หลวงปู่กล่าวต่อว่า “ไปตากแดดก่อน ราจะได้ไม่ขึ้น”

ผมก็ตอบไปสั้นๆ ว่า “ครับ”

หลวงปู่ผ่านท่านเป็นอริยสงฆ์โดยแท้ แต่ท่านถ่อมตัวครับ ผมขอพรจากท่านประการหนึ่ง ท่านก็บอกว่า “โอ๊ย อันนั้นต้องเป็นพระอรหันต์ถึงจะให้ได้ อาตมาไม่ใช่หรอก” สงสัยท่านคงนึกในใจว่า ไอ้นี่มันขอมากไป (เดี๋ยวไปขอใหม่ อิอิ)

ท่านถามผมว่า บวชมานานหรือยัง ตอนนั้นไม่รู้ความนัย ก็บอกไปว่า บวชประมาณ ๒ อาทิตย์ครับ แต่ต่อมาได้มารู้ภายหลังว่า ที่ท่านถาม ท่านถามลึกกว่านั้น แต่ตอนนั้นเราตามไม่ทันเอง



หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป-พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร

รอยยิ้มของท่านเมตตามากๆ ส่วนเรื่องชานหมากเนี่ย ลูกศิษย์ตากแดดไว้เลย เตรียมแจกคนที่จะมาขอ

พระสุปฏิปันโนในประเทศไทยเยอะจริงๆ มีทั่วทุกภาค ทางปราจีนบุรีก็มีเยอะนะครับ แต่ผมยังไม่ได้ไป ทางเหนือก็มี โดยเฉพาะทางอีสานมีเยอะมากที่สุด พระสุปฏิปันโนบางรูปนั้น ท่านอยากอยู่เงียบๆ ไม่เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปมากนัก แต่บางท่านก็ต้องการสงเคราะห์คนนะครับ นี่แหละครับ ถ้าพระสงฆ์ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนอย่างจริงจัง ก็ไม่ไร้ซึ่งพระสุปฏิปันโน ไม่ว่าจะบนผืนแผ่นดินไทย หรือที่ไหนในโลกนี้




ขอขอบคุณ : ลานธรรมจักร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2011, 12:26:45 AM โดย amuletsiam » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.5 © 2008-2012, SimplePortal

Asalet v7: deruni
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!